Get Adobe Flash player

ประวัติพระราชพิพัฒนาทร

วันเกิด ๔ มีนาคม ๒๔๙๕

ที่อยู่ปัจจุบัน กุฏิสุวรรณเนตร คณะ ๓ ๙๖๙ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ถนนพระราม๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๓๐

ประวัติการศึกษา

๑. เปรียญธรรม ๓ ประโยค เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๑๙
๒. อักษรศาสตร์บัณฑิต (สันสกฤต ฮินดี) มหาวิทยาลัย สันสกฤตสัมปุระนานันทะ พาราณาสี ประเทศอินเดีย เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๒๔
๓. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมวิทยา มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๓๔

 

ประวัติการอบรม

๑. ได้รับการอบรมกรรมฐานจากครูบาอาจารย์พระกรรมฐานหลายรูป อาทิ เช่น หลวงปู่ขาว อนาลโย , หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี , พระราชมุนี (โฮม โสภโณ) , หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นต้น

 

ผลงาน
๑. อบรมพระสังฆาธิการชั้นสูง ทั้งในและต่างประเทศ
๒. สร้างวัด , โรงเรียน , โรงพยาบาล , พัฒนาหมู่บ้าน และสังคม ฯลฯ
๓. ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร
๔. ผู้อำนวยการโครงการปฏิบัติธรรมศาลาพระราชศรัทธา
๕. ประธานบริหารวัดพุทธไทยถาวรวนาราม นครนิวยอร์ค
๖. ประธานที่ปรึกษาและอุปถัมภ์ชมรมรักษาและส่งเสริมพระพุทธศาสนา
๗. ประธานที่ปรึกษาและอุปถัมภ์สมาคมเทิดทูนพระรัตนตรัย
๘. ประธานบริหารการศึกษาพระภิกษุ-สามเณร กุลบุตร กุลธิดา และผู้ยากไร้
๙. ผู้อุปถัมภ์มูลนิธิศาลาพระราชศรัทธา และมูลนิธิถาวรจิตตถาวโร-วงศ์มาลัย
๑๐. ประธานอุปถัมภ์อำนวยการโครงการเมืองสหกรณ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

ชาติกำเนิด

พระราชพิพัฒนาทร (ถาวร จิตตถาวโร) เดิมชื่อ ถาวร วงศ์มาลัย เกิดวันอังคาร ที่ ๔ มีนาคม ๒๔๙๕ ซึ่งตรงกับวัน
ขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๔ ปีมะโรง ณ บ้านโนนศิลาเลิง ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย (ปัจจุบัน กิ่ง อ. ฆ้องชัย) จังหวัดกาฬสินธุ์ บิดาชื่อ นายโส นาชัยเพชร มารดาชื่อนางศรีทา นาชัยเพชร

หลังจากได้คลอดลูกน้อยให้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย นางศรีทา นาชัยเพชร ก็จากลูกน้อยไปโดยไม่มีวันกลับ เพราะได้เสีย ชีวิตลงเนื่องจากการคลอดบุตรในวันนั้นด้วยความเศร้าโศกเสียใจที่ภรรยาตายจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วน พ่อโส ซึ่งก็คงจะรู้สึกอัดอั้นตันใจ ไม่รู้จะเลี้ยงลูกน้อยได้อย่างไร จึงได้ออกปากว่า ?ใครจะเอาเด็กไปเลี้ยงก็เอาไปเถิด?
นายติ่งและนางพั้ว วงศ์มาลัย สองสามีภรรยาที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย จึงได้ขอเอาเด็กที่เกิดใหม่ไปเลี้ยงเป็นบุตร
บุญธรรม เป็นอันว่าทารกน้อยที่เกิดใหม่ต้องพลัดพรากจากพ่อบังเกิดเกล้าไปอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของพ่อแม่บุญธรรม คือ ?พ่อติ่ง และแม่พั้ว? ตั้งแต่วันนั้น ทั้งสองสามีภรรยานี้ในตอนนั้นใช่ว่าจะยังคงอยู่ในวัยผัวหนุ่มเมียสาวก็หาไม่ ที่แท้แล้ว ท่านทั้งสองได้ผ่านการครองเรือนมานานจนมีลูกถึง ๘ คน และลูกสาวคนโตก็แต่งงานไปแล้วด้วย เพราะอายุขัยผ่านวัยกลางคนไปแล้ว แม่พั้วจึงมีปัญหาเวลาลูกน้อยบุญธรรมร้องไห้หิวนม คือทุกทีที่ให้ลูกน้อยดื่มนมน้ำที่หลั่งจากอกนั้นเป็นเพียงน้ำใส ๆ ธรรมดาไม่มีคุณค่าทางอาหารให้ลูกน้อยได้ดื่มกิน นางตีบ ภูกองสังข์ ลูกสาวคนโตของแม่พั้วซึ่งกำลังเป็นแม่ลูกอ่อน อยู่พอดี ต้องมาทำหน้าที่ ?แม่บุญธรรม? คนที่ ๒ และเท่ากับเป็นแม่คนที่ ๓ อีกคน โดยเป็นผู้ให้ดื่มกินนมจากเต้าของตนเอง

ปฐมวัย

เมื่ออายุได้ ๘ ขวบ ถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนเด็กชายถาวร วงศ์มาลัยได้เข้าเรียนหนังสือที่ ?โรงเรียนโนนศิลาราษฎร์ผดุง?(โรงเรียนโนนศิลาสว่างวิทย์ในปัจจุบัน) การเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมากได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากครูผู้สอน เพราะมีนิสัยดี อ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพเรียบร้อย ว่านอนสอนง่ายเคารพเชื่อฟัง และความที่เป็นเด็กพูดเก่ง มีลักษณะเป็นผู้นำ เสียสละอดทนมีน้ำใจอัธยาศัยที่ดีต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนสม่ำเสมอ จึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าชั้นทุกปี เรียกว่าฉายแววผู้นำตั้งแต่ในวัยเด็กและเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่๔ที่นี่

วิถีชีวิตเด็กชาวบ้านทั้งหลายในชนบท นอกจากกิน เล่น และช่วยงานบ้านแล้วงานอื่น เช่น งานหาปูปลา ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
เป็นต้น พวกเด็กชนบทยังต้องช่วยหาช่วยทำอีกด้วย แต่งานหลังนี้ปรากฏว่า เด็กชายถาวรกลับทำบาปทำกรรมกับเขาไม่ขึ้น เพราะออกหาปูปลาทีไรก็หาไม่ได้เหมือนใครอื่นเขาทุกทีไป สิ่งที่ชอบและถูกอัธยาศัย กลายเป็น ?การต่อสู้? เมื่อไรและที่ไหนที่มีการต่อสู้ เด็กชายถาวรสู้อย่างสุดใจขาดดิ้น และสู้เพื่อชัยชนะเท่านั้น ไม่มีที่จะยอมพ่ายแพ้แก่อุปสรรคอย่างง่ายๆ ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงไร จิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวมั่นคงเสมอ เรียกว่ามี ?เลือดนักสู้? อย่างฝังจิตฝังใจทีเดียว

บรรพชา

หลังเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ แล้วก็ช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา อยู่ต่อมาอีก ๓ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ นั้น อายุได้ ๑๔ ปีก็ได้ บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดบ้านปอแดง อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ มีท่านเจ้าคุณพระราชธรรมา นุวัตร (หลวงปู่อ่อน จกฺกธมฺโม) เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) วัดประชานิยม อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พรรษาแรก สามเณรถาวร ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงน้า ซึ่งเป็นพระน้องชายของโยมแม่ศรีทา นาชัยเพชรคือพระครูวิจิตรบุญญาภรณ์ (เคน จิตฺต ปญฺโญ) ที่วัดสำโรงยุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ปีพ.ศ. ๒๕๑๐ พรรษาที่ ๒ สามเณรถาวร วงศ์มาลัย ได้ย้ายไปอยู่วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นวัดที่จัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมสำหรับภิกษุสามเณรอย่างสำคัญและเป็นที่อยู่จำพรรษาของเจ้าคณะจังหวัด (ธรรมยุต)ขณะนั้นด้วยคือท่านเจ้าคุณพระเทพเมธาจารย์(ปัจจุบัน หลวงปู่ดำรงสมณศักด์เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ ?พระอุดมญาณโมลี?)ที่วัดโพธิสมภรณ์นี้ สามเณรถาวร วงศ์มาลัย ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และปฏิบัติสมาธิภาวนาควบคู่กันไป ขณะเดียวกันก็อยู่เป็นศิษย์ปรนนิบัติหลวงปู่ พระเทพเมธาจารย์อย่างใกล้ชิด เป็นเวลาถึง ๖ ปี

อุปสมบท

จากวัดโพธิสมภรณ์ สามเณรถาวร วงศ์มาลัย ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร และในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้รับฉายาว่า ?จิตฺตถาวโร? โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสาโร) ขณะดำรงสมณศักดิ์ ที่ พระพรหมมุนี วัดราชผาติการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเทพมงคลปัญญาจารย์ วัดปทุมวนาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระญาณรักขิต (สายหยุด ปญญาสาโร) วัดปทุมวนาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ขณะเป็นสามเณรนั่นทีเดียว สามเณรถาวร วงศ์มาลัย ได้มีความสนใจและมุ่งมั่นในการบำเพ็ญเพียรภาวนาแล้ว และพระอาจารย์องค์แรกที่สอนการปฏิบัติให้ก็คือ พระอาจารย์ บุญเคน จิตฺตปุญโญ หรือหลวงน้าเคนนั่นเอง การสอนในครั้งแรกนั้น หลวงน้าสอนให้บริกรรมว่า ?พุท-โธ? และสอนให้กำหนดสติในทุกอิริยาบท คืออิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นต้นให้มีสติกำกับอยู่ตลอดเวลา

หลวงน้ารู้ว่า สามเณรหลานชายเป็นคนกลัวผีจึงให้สามเณรหลานชายไปอยู่ที่ป่าช้าเพียงลำพังคนเดียว ขณะที่มีการเผาศพอยู่ด้วยพอดีอ เพราะความที่สามเณรหลานชายนั้น มีทั้งความเคารพและความเกรงกลัวหลวงน้าเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่ากลัวมากที่ สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ จึงไม่อาจจะขัดขืนคำสั่งของหลวงน้าได้ กอปรกับความมี ?เลือดนักสู้? ในสายเลือดและในจิตวิญญาณ อยู่ด้วยสามเณรถาวรจึงต้องอยู่ป่าช้าคนเดียว และต้องทำหน้าที่เผาศพไปด้วย

ขณะเผาศพอยู่นั้นได้ถือไม้ไว้อันหนึ่งคอยเขี่ยชิ้นส่วนศพที่หลุดออกจากกองไฟให้กลับเข้าไปในกองไฟอีกทีมีช่วงหนึ่งไส้ของศพได้ตกลงมากองอยู่ข้าง ๆ กองไฟ สามเณรก็รอดูว่า เมื่อไรหนอ ผีจึงจะออกมาช่วยเผาบ้าง คิดเช่นนี้ไปพลาง มือที่ถือไม้อยู่ก็เขี่ยไส้ของศพไปพลางเก็บโกยไส้ที่เรี่ยราดอยู่นั้นเข้ากองไฟ เผาไปจนกระทั่งศพได้ถูกเผามอดไหม้ไปจนหมดในคืนนั้นสามเณรก็ไม่ได้เห็นผีที่ไหนย่างกรายเข้ามาช่วยเผาเลยสักตนเดียว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสามเณรถาวรก็ไม่เคยหวาดกลัวผีสาง หรือคลางแคลงใจในเรื่องผีอีกต่อไป ในที่สุดก็รู้แก่ใจว่า ?ตัวเองหลอกตัวเอง คือ กลัวความคิดของตัวเองแท้ ๆ?จากปฐม เหตุดังว่านี้ ป่าช้าจึงเป็น ?แดนสัปปายะ? ในการเจริญจิตภาวนาของสามเณรถาวรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตราบกาลปัจจุบัน

อุบายธรรม

ปฏิปทา จริยาวัตร และอุบายธรรม สำหรับอบรมบ่มนิสัยของตนเอง ที่สามเณรถาวร พระมหาถาวร ตลอดจนถึงพระราชพิพัฒนาทร ได้รับเอามาเป็นเนติแบบแผนและถือปฏิบัติตามนั้น ล้วนแต่ได้รับจากสำนักของพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติทั้งนั้น เช่น ได้ไปอยู่ปฏิบัติธรรมกับการไปปฏิบัติธรรมกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ดังกล่าวเหล่านี้ แต่ละครั้ง ไม่ได้ใช้เวลาอยู่พักปฏิบัติธรรมนานนัก แต่จะไปบ่อย ๆ เดือนละหลาย ๆ ครั้ง เพราะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน วัดอยู่ใกล้ ๆ กัน ไปมาได้สะดวก

การไปปฏิบัติธรรมกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ดังกล่าวเหล่านี้ แต่ละครั้งไม่ได้ใช้เวลาอยู่พักปฏิบัติธรรมนานนัก แต่จะไป
บ่อยๆเดือนละหลายๆครั้งเพราะอยู่ในจังหวัดเดียวกันวัดอยู่ใกล้ๆกันไปมาได้สะดวก

ขณะไปอยู่จำพรรษาที่วัดปทุมวนารามนั้น สามเณรถาวรก็ยังได้อยู่ปฏิบัติรับใช้ใกล้ชิดกับท่านเจ้าคุณพระราชมุนี

( โฮม โสภโณ) ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ที่สอนการปฏิบัติกัมมัฏฐาน และเป็นอาจารย์องค์สุดท้าย สถานที่ที่หลวงปู่โฮมพาไปอยู่ฝึกปฏิบัติ บำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นประจำ ก็คือ ป่าช้าวัดดอน เพราะในยามค่ำคืนช่วง ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา ป่าช้าวัดดอนเป็นสถานที่สงบ วิเวกดี ไม่มีเสียงรถรารบกวน และผู้คนก็มีไม่มากนัก หลวงปู่ยังได้พาไปที่ป่าช้าชลบุรี และป่าช้าจังหวัดสระบุรีเป็นต้น อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นหลวงปู่โฮมยังได้พาศิษย์รักองค์นี้ ออกเดินธุดงค์ไปในภาคอีสานหลายจังหวัด โดยออกเดินทางด้วยเท้าเปล่า จากวัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร รอนแรมผ่านป่าเขาลำเนาไพรไปเรื่อยๆ ค่ำที่ไหนก็ปักกลดที่นั่น หรือถ้ามีวัดอยู่ใกล้กับสถานที่ที่เดินทางไปถึง ก็เข้าพักอาศัยตามวัด นับตั้งแต่พรรษาที่ ๕ เรื่อยไป พระมหาถาวรได้ทุ่มเทเวลาและชีวิตจิตใจให้กับการบำเพ็ญเพียรภาวนาอย่างหนัก ชนิดที่ว่าวันหนึ่งจะต้องบำเพ็ญเพียรภาวนาให้ได้ ๒๐ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย มีสติตาม กำหนดรู้อารมณ์ที่เกิดกับจิตทุกขณะที่ตื่น จิตไม่ฟุ้งซ่านแส่ส่าย และสงบเย็นเป็นสุขอยู่ในสมาธิตลอด

บำเพ็ญธรรมขั้นอุกฤกษ์

ในพรรษาที่ ๘ นี้ ท่านได้ตั้งจิตเป็นสัจกิริยา เพื่อบำเพ็ญเพียรขั้นอุกฤษฏ์ยิ่ง จุดประสงค์เพื่อปราบกิเลสให้ได้ ท่านจึงได้
เดินธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมที่ ?ถ้ำสระแก้ว เขาฉกรรจ์? จังหวัดปราจีนบุรี ( จ.สระแก้ว ในปัจจุบัน) และสัจกิริยาที่ได้ตั้งไว้นั้น คือ อธิษฐานใจในการ ๑. งดอาหารเป็นเวลา ๙ วัน ๒. งดการพูดเป็นเวลา ๗ วัน ท่าน ได้ถือปฏิบัติสัจกิริยาข้อที่ ๑ ล่วงหน้ามาแล้ว ๒ วัน ก่อนการเดินทาง ส่วนสัจกิริยาข้อที่ ๒ คือการงดพูดนั้น ท่านได้เริ่มอธิษฐานจิตขณะเดินทางไปถึงบริเวณถ้ำสระแก้ว ตั้งแต่เวลา ๒๑.๓๐ น. ของวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๓ สัจกิริยาทั้ง ๒ ข้อนี้ ท่านได้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งถึงเวลา ๑๐.๐๐ น. ของวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓ จึงปรากฏว่าขณะไปปฏิบัติธรรมที่ถ้ำสระแก้วนั้น ท่านได้สมาทานงดอาหารเป็นเวลา ๙ วัน และสมาทานงดพูดเป็นเวลา ๗ วัน

ถ้ำสระแก้วนั้นอยู่ที่เขาฉกรรจ์ ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดสระแก้ว หน้าถ้ำจะเป็นหน้าผาสูงชัน การที่จะขึ้นไปถึงถ้ำได้จะต้องปีนป่ายก้อนหิน เกาะต้นไม้ขึ้นไป บางแห่งจะมีเถาวัลย์ให้โหน ลักษณะโหนพลิกตัวขึ้นไป จึงจะขึ้นถึงปากถ้ำได้ถ้าจะให้สะดวกกว่าการป่ายปีนก้อนหิน ก็ต้องใช้บันไดเชือก หรือที่เรียกว่าบันไดลิง โดยการนำปลายเชือกคล้องเข้ากับชะง่อนหินข้างบนให้แน่นเสียก่อน แล้วจึงไต่บันไดลิงนั้นขึ้นไป ความสูงประมาณ ๓๐ ขั้น

บารมีธรรมประจำนิสัย

บารมีธรรมที่ปรากฏเด่นประจำลักษณะนิสัยจิตใจของท่าน ที่คณะศิษย์ต่างตระหนักและซาบซึ้งเป็นอย่างดี ก็คือ ?อธิษฐานบารมี สัจจะบารมี ขันติบารมี และเมตตาบารมี? ตัวอย่างเช่น กรณีที่ท่านอธิษฐานจิตและตั้งสัจจะที่จะงดการนอนในพรรษานั้น ท่านก็ฝึกฝนความอดทน และรักษาสัจจะที่ได้อธิษฐานจิตไว้ตลอดพรรษา คือ จะไม่ยอมเอนหลังลงแตะพื้นเลย หรือแม้เมื่อท่านได้อธิษฐานจิตที่จะงดฉันอาหาร ๓ วัน หรือ ๗ วัน อธิษฐานจิตที่จะงดพูดตามกำหนดวันที่ตั้งใจ หรืออธิษฐานจิตที่จะนั่งทั้งคืน เดินทั้งคืนเป็นต้น ท่านก็จะรักษาสัจจะที่ได้อธิษฐานจิตเอาไว้ได้อย่างเด็ดเดี่ยวมั่นคงโดยไม่ทำลายสัจจะเลยแม้แต่ครั้งเดียว กรณีตัวอย่างดังกล่าวเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า ท่านได้บำเพ็ญอธิษฐานบารมี สัจจะบารมี และขันติบารมีอย่างอุกฤษฏ์ยิ่ง

 

เมตตาบารมี

พระราชพิพัฒนาทร หรือ ?หลวงพ่อถาวร? ของมวลศิษย์นั้น เป็นพระฝ่ายปฏิบัติที่สำคัญองค์หนึ่ง ซึ่งมีจิตเปี่ยมด้วยเมตตาต่อทุกคนที่สนใจใฝ่ธรรม ท่านจะเมตตาอบรมสั่งสอนธรรม และนำประพฤติปฏิบัติด้วยความปิติยินดี ผู้เข้าไปฟังธรรมทุกท่านจะรู้สึกซาบซึ้งถึงปฏิปทาอันงดงาม อากัปกิริยานุ่มนวล เรียบร้อย วาจาที่พูดไพเราะ เปี่ยมด้วยเมตตาตลอดเวลา พระราชพิพัฒนาทรมีกระแสจิตที่มั่นคงเด็ดเดี่ยว แต่เอิบอิ่มเบิกบานด้วยเมตตาธรรม ใครก็ตามที่ได้เข้าไปอยู่เฉพาะหน้า และได้รับคำทักทายปราศรัย จิตใจจะพลอยเอิบอิ่มเบิกบานไปด้วย ท่านมีปณิธานมุ่งมั่นในอันที่จะเผยแผ่ธรรมสู่มวลพุทธศาสนิกชน เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้งในอรรถในธรรม นำไปพินิจพิจารณาและประพฤติปฏิบัติให้เกิดปัญญาเห็นจริงในสภาวะธรรม ตามความเป็นจริง จนจิตค่อยๆ ปล่อยวาง ลด ละ เลิก ได้โดยลำดับ และผลที่จะเกิดติดตามมาก็คือ ความสงบสุขแห่งจิต นั่นคือความประสงค์และปณิธานอันมุ่งมั่นในการเผยแผ่ธรรม และในการนำญาติโยมที่ศรัทธาเลื่อมใส และลูกศิษย์ลูกหาทุกคนประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจังตลอดมาของพระราชพิพัฒนาทร หรือหลวงพ่อถาวรอันเป็นภาระหน้าที่หลักและสำคัญของท่าน ซึ่งภาระกิจอันนี้ ท่านได้เริ่มต้นกระทำและบำเพ็ญเรื่อยมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณร